mia-power

MIA

Affiliates

free forum

August 2018

MonTueWedThuFriSatSun
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

Calendar Calendar


    เกร็ดความรู้ด้านยานยนต์

    Share
    avatar
    เก่งME46 นะจ๊ะ

    จำนวนข้อความ : 84
    Join date : 17/11/2009

    เกร็ดความรู้ด้านยานยนต์

    ตั้งหัวข้อ  เก่งME46 นะจ๊ะ on 12/2/2010, 8:29 am

    RUN IN นั้นสำคัญไฉน?!?!
    วันนี้ได้หยิบเอาเกล็ดเล็กๆน้อยๆมาฝากกันสำหรับใครที่ต้องการจะ ออกรถใหม่(r56) หรือ มีรถอยู่แล้วก็ไม่เสียหายครับ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

    คำว่า Run-In หลายๆคนคงคุ้นเคยกันดี แต่เข้าใจดีแค่ไหนคราวนี้เรามาดูกัน ในปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ ในการประกอบผลิตรถยนต์ออกมาคันหนึ่งๆ บางคน (โดยเฉพาะเซลล์) อาจจะบอกว่ารันอินไม่จำเป็นแล้ว อาจจะบอกว่ารันอินมาแล้วจากศูนย์ จะขอขยายนิดนึงว่าการรันอินมาแล้วจากโรงงานเนี่ยเราจะทราบได้อย่างไรครับ? จากเท่าที่ดู บางโรงงานอาจจะเป็นแค่การสุ่มตรวจ หรือ โดยปกตินั้น เครื่องยนต์เวลาประกอบเสร็จอย่างมากก็เป็นเพียงการติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ เพื่อเช็คงานการประกอบและเพียงตรวจรอยรั่วซึ่มของประเก็น และ ท่อทางเดินต่างๆเพียงเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาไม่ถือว่าเป็นการรันอินครับ (จริงๆแล้วถ้าศึกษาคู่มือรถทุกชนิด จะมีรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับการรันอินที่ถูกต้องทั้งนั้น)

    ทีนี้คำว่ารันอินคืออะไร? รันอินนั้นคือการให้ชิ้นส่วนต่างๆภายใน เช่นข้อเหวี่ยง ลูกสูบ เสื้อสูบ จุดต่อ จุดหมุนต่างๆ ระบบไฮดรอลิก ให้มีการเคลื่อนไหว และ ปรับสภาพได้ถูกต้อง อาจจะเป็นระยะ 500-1000 กิโลเมตร ก็แล้วแต่ว่ารันอินอะไร เดี๋ยวเราจะมาพูดถึงกันทีหลังครับ เอาละเรามาดูการรันอินเครื่องยนต์ อย่างแรกกันเลยดีกว่า

    - อย่าขับรถโดยใช้ความเร็วคงที่ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ความมีการเปลี่ยนแปลงช่วงความเร็วและรอบเครื่องอยู่เสมอ ไม่ควรนำออกวิ่งต่างจังหวัด เพราะไม่ควรวิ่งความเร็วคงที่เป็นเวลานานๆ ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์มีการสึกหรอได้ (ต้องอดทนหน่อยครับ อาจจะไม่สนุกสำหรับช่วงแรกๆ)

    - อย่าใช้ความเร็วที่ไม่สัมพันธ์กับเกียร์ที่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถ เกียร์ธรรมดา ยกตัวอย่าง ขับ60 ที่เกียร์5

    - อย่าลากรอบเกิน 80% และไม่ควรคิกดาวน์ หรือ การเร่งรอบแบบเต็มกำลังเครื่องยนต์

    - ไม่ควรลากรอบสูงนานๆ หรือ วิ่งเต็มกำลังเครื่องในระยะแรกๆ

    - หลีกเลี่ยงการบรรทุกหนัก
    avatar
    เก่งME46 นะจ๊ะ

    จำนวนข้อความ : 84
    Join date : 17/11/2009

    ต่อเนื่อง

    ตั้งหัวข้อ  เก่งME46 นะจ๊ะ on 12/2/2010, 8:30 am

    เพียงเท่านี้อดทนนิดนึงจนพ้นระยะที่กำหนด (ดูในคู่มือ) ท่านก็สามารถขับรถของท่านได้อย่างสบายแล้วละครับ เอาละคราวนี้เรามาดูการรันอิน เบรคกัน สิ่งนี้อาจเป็นอะไรที่หลายๆ คนจะมองข้ามกัน แต่เบรคถือว่าเป็นหัวใจสำคัญมาก การจะให้เบรคของเราเนี่ยทำงานได้เต็มความสามารถยังไง ลองอดทนอ่านตามต่อไปกันดูครับ

    - อันแรกง่ายๆ รถใหม่ หรือ เพิ่งจะเปลี่ยนผ้าเบรคมาไม่ควรเบรครุนแรง หรือ หยุดรถกระทันหันทั้งนี้เพื่อให้หน้าสัมผัสชองผ้าเบรคได้ปรับตัวให้รับกับจานเบรค ให้เข้าที่

    - หรือถ้ามีการจานคตได้เจียรจานเบรค เปลี่ยนผ้าเบรคมาใหม่ ตรงนี้การรันอินสำคัญมาก เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อมีการเบรคกระทันหันอาจจะเฟส หรือ เบรคลื่นจนเกิดอุบัติเหตุได้ สำคัญครับจำให้ดีเนอะ

    - วิธีการย้ำเบรค หรือ ปรับหน้าสัมผัสก็ไม่ยากครับ คือเราขับรถที่ความเร็วพอประมาณ (80) กดแป้นเบรคแบบธรรมดาให้รถชะลอลง หรือ หยุดแล้ววิ่งต่อ แล้วเบรคลงจนรถหยุดทำแบบนี้ติดต่อกันอย่างน้อยๆ น่าจะมีสัก 10 ครั้ง (อาจจะถามว่าจะเอาที่หรือเวลาที่ไหนทำก็ *คุณ*ตอนออกมาจากร้านหรือศูนย์นี่ละรถติดๆ วิ่งๆเบรคๆ เดี๋ยวก็ได้ครับ)

    - ไม่ควรเบรครุนแรง ผ้าเบรคอาจไหม้ได้

    - การรันอินเบรค ระยะเวลาที่ควรใช้จะอยู่ที่ 200-300 กิโลเมตรครับ ไม่นับว่าวิ่งทางยาวๆนะ แบบไปพัทยาถนนโล่งเบรคอยู่สามสี่ทีก็ครบระยะ แบบนี้ผิดครับ) ต้องเป็นระยะที่ใช้งานเบรคด้วยจริงๆ วิ่งในเมืองเนี่ยเป็นการรันอินเบรคที่ดีเลยละ




    รันอินเบรคคร่าวๆกันไปแล้ว เรามาดูส่วนสำคัญอีกอย่างนึง นั่นคือยาง หลายๆคนอาจจะงงว่ายางเนี่ยต้องรันอินด้วยเหรอ คำตอบคือควรอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะในช่วงร้อยกิโลแรกจำเป็นสุด ต่อรูปทรงของยางประสิทธิภาพที่เต็มที่และป้องกันการสั่นของล้อได้ด้วย รันอินยังไง อดทนอ่านต่ออีกสักนิดครับจะจบแล้ว

    - ไม่ควรวิ่งเกิน 100-140 ในช่วงร้อยกิโลแรกเพื่อให้โครงสร้างยาง แก้มยาง หน้าสัมผัสได้มีการปรับสภาพ กับรถและน้ำหนักรถ(และคนขับโดยเฉพาะผม)ได้อย่างลงตัว

    - ไม่ควรโชว์พาวเวอร์โชว์เท่ห์ ออกล้อฟรีโชว์สาวๆ หรือ หนุ่มๆ เป็นเวลา 1เดือน หลังจากนั้นตามสบายครับ

    อดทนเพียงเท่านี้รถยนต์ของเพื่อนๆก็จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธภาพ และ อยู่คู่กับเราไปได้นาน ๆ ผมเองมองรถเป็นสิ่งมีชีวิตครับเราควรถนุถอมเค้าหน่อยเพราะเค้าพาเรา ไปไหนมาไหนและชีวิตของเราและคนอื่นฝากไว้กันเค้า... จริงมั้ยครับ
    avatar
    เก่งME46 นะจ๊ะ

    จำนวนข้อความ : 84
    Join date : 17/11/2009

    เทคนิค รับรถป้ายแดง

    ตั้งหัวข้อ  เก่งME46 นะจ๊ะ on 12/2/2010, 8:31 am

    เทคนิค รับรถป้ายแดง

    สำหรับท่านผู้อ่านที่ซื้อรถครั้งแรก ในช่วงนี้มีหลายคนกำลังเดินทางไปรับรถ ที่ได้ตกลงซื้อไว้ที่ดีลเลอร์ ซึ่งการรับรถคันใหม่นั้นต่างไปจากการไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า ซึ่งดูเหมือนจะลำบาก สำหรับท่านที่ไม่มีประสบการณ์ ในขณะที่หลายคน ตื่นเต้นไม่น้อยกับรถคันใหม่

    การรับรถใหม่ป้ายแดง เป็นขั้นตอนที่สำคัญ หากขาดรายละเอียดหรือข้ามไป บางครั้งข้อผิดพลาดก่อให้เกิดเรื่องยาว เสียเวลา เมื่อหลายปีก่อน ท่านเจ้าของรถบางคน บางยี่ห้อออกมาประจานเรื่องคุณภาพ เรื่องความไม่พึงพอใจ หลายสาเหตุ บางคันสมเหตุสมผล ในเรื่องคุณภาพหลังใช้ แต่บางคันหากว่า เจ้าของรถรู้เท่าทัน และไม่รับรถที่มีตำหนิหรือไม่เรียบร้อยมาใช้ก็จะลดปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นได้

    วางแผนทุกอย่างล่วงหน้า

    ต้องเข้าใจว่ารถเป็นของที่มีราคาสูง เป็นสินค้าที่มีรายละเอียดมาก ทั้งการซื้อการใช้งานการรู้จักวางแผนล่วงหน้า ในการสั่งซื้อ จะทำให้คนขายที่มีความรับผิดชอบสูงได้มีเวลาเพียงพอในการเตรียมพร้อมสำหรับรถส่งมอบแน่นอน ขึ้นตอนการเตรียมตัว มีหลายอย่างที่เป็นเรื่องจำเป็นในขณะที่คนซื้อไม่ได้เห็น

    ให้นัดหมายล่วงหน้าวัน เวลา ส่งมอบรถ และแน่นอนงานเอกสารในเรื่องไฟแนนซ์หรือเรื่องทะเบียนก็ดีได้ถูกจัดเตรียมไว้ก่อนแล้ว

    รถก่อนถึงมือเราในวันรับมอบ จะผ่านขั้นตอนของดีลเลอร์ ที่เรียกว่าพีดีไอ คือ การตรวจรถก่อนส่งมอบของฝ่ายผู้ขาย เป็นการตรวจสอบความเรียบร้อยหรือ ความเสียหายอันมาจากการเก็บรถว่าเกิดขึ้นหรือไม่นั่นเอง

    สถานที่รับรถ


    ในปัจจุบัน มาตรฐานโชว์รูมจะมีพื้นที่ส่งมอบรถใหม่ ซึ่งเป็นที่สะอาดและที่สำคัญมีแสงสว่างเพียงพอ เราจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่นี้ในการสำรวจรถทั้งคันก่อนลงนามในเอกสารส่งมอบ บางท่านอาจจะซื้อรถโดยที่ให้ผู้ขับขี่ส่งไปให้ถึงบ้าน อาจจะไม่มีเวลาเพียงพอ ซึ่งเราสามารถทำการรับมอบได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้รายละเอียดการตรวจสอบต่างๆ ก็เหมือนการรับในโชว์รูม

    คู่มือรับรถใหม่

    ในการรับรถใหม่ เราจะพบกับคู่มือการรับรถ ภายในจะมีรายการให้เช็คเป็นรายตัว ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ ของรถ ให้เราดูตามรายการดังกล่าว ว่าเขาส่งมอบอะไรให้เรา และตามรายละเอียดเป็นข้อๆ นั้นเป็นไปตามที่ เราเห็นหรือไม่

    การตรวจสอบภายนอก

    การดูความเรียบร้อย ภายนอกตัวถัง จะต้องมีความละเอียด ให้ทำในที่มีแสงสว่างมากๆ สำรวจจุดที่อาจจะมีสนิมเกิด เพื่อประเมินรถ สำหรับสนิมที่ยอมรับได้ กับยอมรับไม่ได้ จะมีเกิดขึ้น เช่น ที่จานดิสก์เบรกอาจจะมีสนิม อันนี้โดยทั่วไปยอมรับได้แต่หากสนิมขึ้นที่อื่นๆ เช่น ท่อไอเสียหรือ ชายขอบตัวถัง ใต้ชิ้นส่วนหนักของรถอันนี้ยอมรับไม่ได้

    สีจะต้องสมบูรณ์ไม่มีรอยย่นหรือจุดด่าง สำรวจในจุดทุกจุด ทั้งกันชนหน้าหลัง หลังคา ฝากระโปรง

    ยางหัวใจสำคัญ


    หลายท่านวางใจรถใหม่ว่า จะได้ของคุณภาพเต็มร้อย โดยเฉพาะยาง ให้พิจารณาอย่างละเอียด ว่ายาง 4 เส้น รวมยางอะไหล่ รถดูว่ามีจุดแบนเรียบบนหน้ายางอันเกิดมาจากการจอดรถจุดเดียวนานเกินไปหรือไม่ มีความแข็งนิ่มของเนื้อยางผิดปกติหรือไม่ และลมยางจะต้องเป็นไปตามสเปคที่กำหนดโดย บริษัทรถยนต์หากไม่แน่ใจให้ทำการตรวจสอบด้วยเครื่องมือวัดอีกครั้ง

    ภายในห้องเครื่องยนต์

    วิธีการตรวจสอบก่อนรับมอบ หัวใจสำคัญอีกอย่างคือ ใต้ฝากระโปรง ตั้งแต่เครื่องยนต์ หม้อน้ำ น้ำมันไฮดรอลิคต่างๆ ต้องแน่ใจว่ามีน้ำในหม้อน้ำ ลองติดเครื่องดูว่าเครื่องยนต์เดินเรียบ ติดง่ายหรือไม่ การติดตั้งอุปกรณ์เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีส่วนใดๆ ส่วนหนึ่งขาดเกินออกมาในลักษณะผิดปกติดูแบตเตอรี่น้ำกลั่นสมบูรณ์หรือไม่

    ห้องโดยสาร


    ในห้องโดยสารให้เข้าไปทำการ เปิดใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้ทำงานและตรวจสอบความสมบูรณ์ของระบบไฟและสัญญาณต่างๆ ทั้งวิทยุ เครื่องปรับอากาศ ให้ลองเปิดเครื่องปรับอากาศ ทิ้งไว้ 2-3 นาที และตรวจสอบความเย็นช้าหรือไม่ รอบเครื่องนิ่งปกติหรือสวิงไปมาหรือไม่ ลองปรับช่องหมุนเวียนอากาศ ว่าทำงานหรือไม่ สัญญาณไฟเตือนต่างๆ จะต้องดับลงในเวลากำหนด หลังจากที่ติดเครื่องยนต์ ต้องไม่มีสัญญาณสีแดงค้างอยู่ ยกเว้น สั่งให้ ระบบเชื่อมโยงสัญญาณ ทำงานต้องตรวจสอบเบรกมือ ขึ้น-ลงสะดวก หรือว่าต้องปรับตั้งใหม่ รถบางยี่ห้อจะปลดเข็มไมล์ และฟิวส์ต่างๆ ออก ซึ่งการส่งมอบต้องติดตั้งให้เรียบร้อย

    สิ่งที่จะได้รับ

    ในการซื้อรถ จะต้องได้อุปกรณ์มาตรฐานตามที่ตกลงไว้เช่น ยางอะไหล่ เครื่องมือประจำรถ แม่แรงและของแถมต่างๆ ที่ตกลงกัน จำนวนที่ให้มาได้ มาครบหรือเปล่า งานด้านเอกสารให้ทำความกระจ่างว่า เอกสารใดบ้างที่จะได้ในวันรับรถ และเอกสารใดบ้างจะส่งตามมาให้ทีหลัง (เช่นกรมธรรม์ประกันภัย )

    การรับประกัน


    หลังจากที่ดูอุปกรณ์แล้ว ให้มาทำความเข้าใจ 'เงื่อนไขการรับประกัน' ซึ่งเป็นการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต ตรงนี้เอาให้ชัดเข้าใจถ่องแท้ แบตเตอรี่รับประกันไหม ผ้าเบรกรับประกันหรือไม่ แม้จะมีเอกสารเรียงตัวก็สอบถามกันเสียให้เข้าใจ จะได้ไม่ต้องมานั่งเถียงกัน

    โดยทั่วไป อะไหล่ที่สิ้นเปลือง จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากระยะประกัน อะไหล่เหล่านี้ เช่น สายพาน ไส้กรองต่างๆ ฟิวส์ ผ้าเบรก หัวเทียน แผ่นคลัตช์ ใบปัดน้ำฝน และยาง เป็นต้น

    การปรับแต่ง ก็สำคัญ ส่วนใหญ่คนบริโภครถ ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจ คือ รถบางครั้งออกไปขับอาจจะมีการทำงานไม่สมบูรณ์หรือระบบไม่เข้าที่เข้ามา ต้องมีการปรับแต่ง เช่น ระยะฟรีพวงมาลัย จังหวะการจุดระเบิด ไฟอ่อนไฟแก่ ถ่วงล้อตั้งศูนย์ โดยทั่วไปหลังการตรวจรถส่งมอบแล้วระยะหนึ่งอาจจะ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 5,000 กิโลเมตร หากมีปัญหาแล้วเขาทำฟรี ต้องถามด้วย หากมีการถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำยาต่างๆ ในช่วงของการทำฟรีนั้น น้ำยาเหล่านี้ใครเป็นคนออกค่าใช้จ่าย

    เรียนรู้เรื่องรันอิน


    จากนั้นคนรับรถต้องเข้าใจ การใช้รถในระยะแรก หรือระยะรันอินที่ถูกต้องเป็นทำอย่างไร การบำรุงรักษาประจำวันทำอย่างไร เพื่อที่จะได้เข้าใจพื้นฐานที่ถ่องแท้ ไม่ใช่ออกมาจากศูนย์ ไม่รู้ว่าเติม 95 หรือ 91 หรือว่าเบนซินหรือดีเซล (ความรู้ทั้งหมดหาได้จากคู่มือประจำรถ ) ทั้งนี้เทคนิคการใช้รถใหม่ จะมีรายละเอียดต่างกันตามแต่ผู้ผลิตจะกำหนด

    อุปกรณ์พิเศษ

    การดัดแปลงสภาพ หรือภาษาเราๆ คือ การไปเพิ่มออฟชั่นต่างๆ ทั้งนอกศูนย์ในศูนย์ เช่น เอารถไปติดสัญญาณกันขโมย พ่นกันสนิม ติดอุปกรณ์เครื่องเสียง ทีวี นั้น เขามีข้อจำกัดแค่ไหนเวลารถรวนขึ้นมา

    ส่วนใหญ่ผู้ผลิตจะบอกว่า การดัดแปลงรถ ผิดเงื่อนไขการรับประกันไม่รับผิดชอบ แต่อาจจะระบุว่า ติดกับดีลเลอร์ไม่เป็นไรติดข้างนอกไม่รับประกัน

    สำหรับท่านที่ต้องการ การดัดแปลงรถ หากต้องติดอุปกรณ์ต่างๆ ทางเลือกที่แนะนำคือ เลือกร้านที่มีความสามารถในการเถียงแทนเรา นั่นคือ ซื้อของจาก ตัวแทนขายหรือสินค้าที่ค่อนข้างมีชื่อ

    หากมีกรณีต้องรบรากัน เขาพอมีกำลังที่จะทำการพิสูจน์ว่า เจ้าเครื่องเสียงหรือสัญญาณแปลกปลอมที่ติดในรถนั้น ไม่ได้เป็นมูลเหตุให้รถมันรวนได้

    เครื่องเสียงดีๆ กันขโมยดีๆ ผู้ผลิตเขาจะไปรับหน้าเสื่อเถียงแทนเรา เพราะมันหมายถึงคุณภาพของๆ ที่อยู่ในตลาด

    งานเอกสารและการใช้


    การรับรถใหม่จะเกี่ยวข้องกับป้ายทะเบียน โดยจะได้รับป้ายชั่วคราว เป็นพื้นสีแดง ตัวหนังสือสีดำ และต้องมีตรานูน ของกรมขนส่งทางบก ป้ายจะต้องเป็นของแท้ หากเป็นของปลอมจะถูกจับ ป้ายนี้มีเงื่อนไขการใช้ โดยเฉพาะระยะเวลาใช้รถ ต้องไม่เกินพระอาทิตย์ตกดิน หลังจากนั้นห้ามวิ่งจนกว่าจะเช้า

    นอกจากนี้จะต้องมีสมุดคุม รถท่านจะต้องลงรายการทุกครั้งที่ขับรถมิฉะนั้น หากถูกเรียกตรวจ จะโดนข้อหาไม่ "ลงรายการใช้รถ" หรือไม่ก็หลีกเลี่ยงภาษี ปรับ 500 บาท ซึ่งอาจจะทำให้อารมณ์ชื่นมื่นที่ขับป้ายแดง กลายเป็นอารมณ์บูดไปในทันที บางครั้งเห็นเจ้าหน้าที่ละเลยแต่อย่างวางใจเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ

    เมื่อรถมีปัญหาควรแจ้งผู้จำหน่ายแก้ไข และมีการลงรายการบันทึกไว้ ในทันที ในขณะที่การใช้รถใหม่ ทุกครั้ง ควรเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่

    เพราะว่า อุปกรณ์บางอย่างยังอยู่ระหว่างการปรับตัว เช่น ยาง หรือเบรก ต้องสร้างความเคยชินกับรถ นอกจากนี้ควรเข้าใจอย่างท่องแท้เกี่ยวกับกติกามารยาทการใช้รถ เพื่อการขับรถอย่างปลอดภัย
    avatar
    เก่งME46 นะจ๊ะ

    จำนวนข้อความ : 84
    Join date : 17/11/2009

    เรื่องต่างๆของ"ล้อแม็กซ์" ที่ควรรู้

    ตั้งหัวข้อ  เก่งME46 นะจ๊ะ on 12/2/2010, 8:34 am

    เรื่องต่างๆของ"ล้อแม็กซ์" ที่ควรรู้

    ล้อแม็ก
    ปัจจุบันความนิยมในการทำสวยให้รถยนต์ด้วยการใส่ล้อแม็กวงโตๆ ควบคู่ไปกับยางซีรี่ส์ต่ำๆ กำลังเป็นที่นิยมกันมาก ซึ่งเดี๋ยวนี้ ขนาดของวงล้อนั้น "เลยเถิด ไปจนถึงระดับ 20 นิ้วขึ้นไปกันแล้ว แต่นั่นก็ถือว่าเป็นเพียงการเล่นกันแค่ในเฉพาะบางกลุ่ม เพราะล้อ และ ยางขนาดที่ว่ามานั้น 1 ชุดมีราคาแพงมากระดับที่สามารถจะซื้อรถยนต์มือสองมาขับเล่นกันได้สบายๆ ซึ่งในระดับปกติ ที่ชาวบ้าน เล่นกันนั้น ก็จะอยู่ประมาณ 16-17 ไปจนถึง 18 นิ้ว ตามสูตร "บวกสอง" จากขนาดปกติที่ทางโรงงานให้มา ซึ่งเป็นขนาด ที่จัดว่า "เล่นได้" และให้ความสวยงามกับตัวรถในแบบที่คุ้มค่าลงตัวเป็นที่สุด


    ล้อแม็กวันนี้เหลือแค่ชื่อ
    หลายท่านคงเคยสงสัยว่าทำไมต้องเรียกล้อรถยนต์ที่ไม่ใช้ล้อเหล็กปั๊มจาก โรงงานว่า "ล้อแม็ก" นั่นก็เพราะว่า "ล้อแม็ก" ในสมัยก่อนถูกผลิตขึ้นมาโดยมี "แมกนีเซียม" เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต เพื่อจุดประสงค์ในการลดน้ำหนักของ กระทะล้อ ให้น้อยลง ล้อแม็กจึงมีน้ำหนักเบากว่าล้อเหล็กแบบเดิม จากคุณสมบัติของ แม็กนีเซียม ที่เป็นโลหะน้ำหนักเบา และนั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า "ล้อแม็ก" ที่เรียกกัน ต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน

    แต่ด้วยข้อด้อยของล้อแมกนีเซียมในด้านต้นทุนการผลิตที่แพงมาก บวกกับคุณสมบัติของเนื้อแมกนีเซียม ที่ง่ายต่อการสึกกร่อน เมื่อนำมาใช้งานกับรถยนต์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ความนิยมในตัวล้อแมกนีเซียมแท้ๆ จึงค่อยๆ จางไป พร้อมกับการเข้ามาแทนที่ของ ล้ออลูมินั่มอัลลอย ซึ่งมีราคาที่ถูกกว่า ผลิตได้ง่ายกว่า

    แม้ว่าน้ำหนักจะมากกว่าล้อแม็กนีเซียมอยู่บ้าง แต่ก็ยังเบากว่ากระทะเหล็ก ซึ่ง ล้ออลูมิเนียม ก็มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ ตามแต่ราคา และคุณภาพของเนื้อวัสดุ ที่นำมาผลิต ส่วนใหญ่ก็จะใช้อลูมินั่มอินกอต, สตอนเซียม, ซิลิคอน และแม็กนีเซียม เป็นพื้นฐาน ซึ่งต่อมาล้อที่ทำจากอลูมินั่มอัลลอยก็ได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และยังคงเรียกกันติดปากว่า "ล้อแม็ก" แม้ว่าจะไม่ได้ใช้แม็กนีเซียม เป็นวัตถุดิบหลัก ในการผลิตแล้วก็ตาม

    หน้าที่หลักที่ไม่ใช่แค่สวย
    พัฒนาการของล้อแม็กนั้น เริ่มขึ้นในวงการรถแข่ง จากความต้องการที่จะให้กระทะล้อที่มีน้ำหนักเบา เพื่อลดแรงต้านทาน การหมุน ให้ได้มากที่สุด รวมทั้งคุณสมบัติปลีกย่อยต่างๆ ซึ่งถือเป็นผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือ การลดภาระให้กับระบบกันสะเทือน และ บังคับเลี้ยวซึ่งจะส่งผลให้การบังคับควบคุมรถเป็นไปได้อย่างฉับไว รถมีการตอบสนองต่อคำสั่งได้ดี และเร็วขึ้น

    สุดท้ายก็คือ เรื่องการช่วยระบายความร้อนจากคุณสมบัติของตัววัสดุคือแม็กนีเซียม และ อลูมินั่มอัลลอยที่มีการอมความร้อนน้อยกว่าเหล็ก โดยจะส่งผ่านความร้อน ทั้งที่เกิดจากล้อยาง เสียดสีกับพื้นถนนเวลาวิ่ง ตลอดจนความร้อนที่เกิดจาก การเบรคออกออกสู่ภายนอก ได้เร็วกว่า กระทะเหล็กธรรมดา ซึ่งคุณประโยชน์ต่างๆ ของล้อเม็กที่กล่าวมานี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่มองข้ามไป ไม่ได้ ในวงการแข่งรถ แต่สำหรับรถที่ใช้งานบนถนนทั่วไป การเลือกซื้อล้อแม็ก อาจจะคำนึงถึง ความสวยงาม ขนาดรูปแบบและวิธีการผลิตเป็นสำคัญก่อน โดยเรื่องความสวยงามนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ รสนิยมของแต่ละบุคคลซึ่งคนส่วนใหญ่ มักจะใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกซื้อเป็นหลักอยู่แล้ว

    เรื่องขนาดก็ถือว่าสำคัญไม่แพ้กันเพราะล้อแม็กวงโตๆ จะช่วยขับให้รถดูสวยโดดเด่นขึ้นมาทันที (หากเลือกซื้อได้ลงตัว) แต่ โปรดทราบว่าการใส่ล้อที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติจนเกินไปนั้น จะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เริ่มจากช่วงล่าง หรือระบบกันสะเทือนของรถ ที่ต้องรับภาระมากกว่าปกติกินแรงของเครื่องยนต์จากน้ำหนักที่มากขึ้น และหน้าสัมผัสของยางที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเร่ง และ ความเร็วสูงสุดของรถน้อยลงไป

    วิธีการผลิต
    การผลิตล้อแม็กในปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกันคร่าวๆ 2 วิธี ซึ่งสามารถบ่งบอก ถึงคุณภาพ และความทนทานของล้อแม็กนั้นๆ โดยสามารถดูได้จากขั้นตอน การ ผลิต ว่าเป็นล้อแม็กที่ผ่านกรรมวิธีการผลิต แบบไหน...
    1. แบบตักเท ผลิตโดยการ หลอม เนื้อวัสดุให้ละลาย แล้วตักเทใส่แม่พิมพ์พอแข็งตัวก็เอาออกมาขัดแต่ง เจาะรู ล้อมแม็กแบบตักเทนี้มีข้อดีคือ ราคาถูกผลิตง่าย แต่คุณภาพจะไม่สูงนัก เนื้อไม่แน่น ไม่เข็งแรงเท่าไหรนักเพราะอาจจะมีฟองอากาศแทรกอยู่ภายใน แต่ก็ถือว่าพอใช้ได้ และมีแพร่หลายมากที่สุด เพราะผลิตง่าย ราคาถูก
    2. แบบแรงดันสูง ผลิตโดยส่งผ่านวัสดุที่หลอมเหลวไปยังแม่พิมพ์ที่ปิดผนึกด้วยความดันสูงจนเต็ม พร้อมทำการไล่ฟอง อากาศ ออกไปด้วย เมื่อแข็งตัวก็เอาออกมาขัดแต่ง เจาะรู ล้อที่ได้จะมีเนื้อแน่น แข็งแรงมาก ฟองอากาศน้อย แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะ ต้นทุนการผลิตที่สูงเกินไป

    ค่าต่าง ๆ ของล้อแม็กที่ควรทราบ
    ระยะ PCD หรือ "Pitch Circle Diameter" คือ ระยะงของรูน็อต ที่ตัวล้อแม็ก และดุมล้อต้องมีระยะที่เท่ากัน มีหน่วยวัดเป็นมิลลิเมตร โดยส่วนมาก รถรุ่นใหม่ๆ ที่มีน็อตล้อแบบ 4 รูจะมีระยะ PCD 100 มม. แต่ก็มีอีกมากมาย หลายรุ่นที่ใช้ค่า PCD ขนาดอื่นๆ เช่น 98, 108, 110, 114.3 ซึ่งต้องเลือกดู ให้ดี
    และอีกค่าที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ "ค่าอ๊อฟเซ็ท" ซึ่งก็คือ ค่าที่บอกตำแหน่งของหน้าแปลนด้านในของล้อแม็ก ที่สัมผัสกับดุมล้อเมื่อเทียบวัดกับกึ่งกลางของล้อแม็กในด้านข้าง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรเช่นกัน ดูง่ายๆ คือ ถ้าล้อแม็กมีค่าอ๊อฟเซ็ท เป็น บวก เมื่อใส่เข้าไปแล้วล้อนั้นจะยื่นออกมาน้อยกว่าล้อแม็กที่มีค่าอ๊อฟเซ็ทเป็นลบ ซึ่งตัวแปรอีกอย่างที่จะบอกว่าเมื่อใส่ล้อแม็กชุดนั้น เข้า ไปแล้ว ล้อจะ "ล้น" หรือจะ "ซุก" เข้าไปในอุโมงค์ล้อก็คือ ความกว้างของล้อแม็ก ซึ่งเวลาซื้อก็ควรจะต้องทำการเทียบวัดให้ดีเสียก่อน ตัดสินใจ

    หมายเหตุ
    *P.C.D. คือ เส้นผ่าศูนย์กลางของวงกลมที่ลากผ่านจุดกึ่งกลางรูน็อตของล้อทั้งหมด
    **Offset คือ ระยะงระหว่างเส้นกึ่งกลางกระทะล้อกับหน้าแปลนดุมล้อ

    จำนวนชิ้นสำคัญแค่ไหน
    คงจะเคยได้ยินกันบ้างสำหรับคำว่า "ล้อแม็ก 2 ชิ้น" หรือ "3 ชิ้น" ซึ่งนั่น หมายความว่าเป็นล้อแม็กนั้นเป็นแบบที่ถอดแยกชิ้นออกจากกันได้ แต่ล้อแม็กแบบ ชิ้นเดียว จะได้รับความนิยมมากที่สุด ในแง่ผู้ผลิตเพราะผลิตง่าย ราคาต้นทุนไม่สูงนัก สำหรับผู้ใช้ก็คือ มีคุณสมบัติแข็งแรงทนทานมากกว่า
    ในด้านการรับน้ำหนัก และแรง กระแทก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่แพง และ ความแข็งแรง ที่อาจจะสู้แบบชิ้นเดียวไม่ได้ โดยล้อแม็กแบบแยกชิ้นนั้น สามารถแยก ออกจากกันได้เป็น 2 หรือ 3 ชิ้น คือมี ขอบล้อ 1 หรือ 2 ชิ้น และหน้าแปลนตรงกลาง อีก 1 ชิ้น โดยใช้น็อตเป็นตัวยึด เข้าด้วยกัน

    เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ข้างต้นคงจะสามารถเป็นแนวทาง ในการเลือกซื้อล้อแม็กได้บ้าง ไม่มากก็น้อย แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าใช้ ความสวยงามเข้ากับตัวรถเป็นเกณฑ์หลัก ในการเลือกซื้อเท่านั้น เพราะต้องคำนึงถึงคุณภาพ ระยะของค่าต่างๆ ที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องดูในเรื่องของล้อแม็กแท้, เทียม, ใหม่ และเก่าอีกด้วย

    ข้อมูลจาก : Carvariety.com :: magazine on web
    avatar
    เก่งME46 นะจ๊ะ

    จำนวนข้อความ : 84
    Join date : 17/11/2009

    ระบบกุญแจImmobilizer

    ตั้งหัวข้อ  เก่งME46 นะจ๊ะ on 12/2/2010, 8:38 am

    ระบบกุญแจImmobilizer

    ระบบ immo เป็นระบบป้องกันการขโมยชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้ากุญแจที่ใช้สตาร์ทไม่ใช้กุญแจดอกของมันซึ่งถูกโปรแกรมมาละก็ รถจะไม่สามารถสตาร์ทติดโดยเด็ดขาด ถึงจะไปปั้มลูกกุญแจมาเหมือนขนาดไหนก็ตาม หรือว่าจะต่อสายตรง เครื่องก็คงไม่ติดอยู่ดี แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ไม่มีระบบไหนหลอกที่สามารถป้องกันการขโมยได้ 100% เพียงแต่ว่ามันสามารถถ่วงเวลา*คุณ*พวกขโมยได้นานแค่ไหน

    - ระบบ immo นั้นจะมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 3 ตัวคือ
    1. ECM ซึ่งทุกคนก็คงจะรู้กันดีอยู่แล้วว่ามันคืออะไรและทำหน้าที่อะไร
    2. Immobilizer module ถ้าเป็น colo และ อีสุ ปี06 module จะอยู่ข้างใน ip แต่ถ้าเป็นปี07 จะอยู่ที่คอพวงมาลัย
    3. กุญแจ เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญ กุญแจที่มีระบบ immobilizer นั้นจะฝั่งไมโครชิพไว้ของในลูกกุญแจ ทำให้ลูกกุญแจมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ไมโครชิพจะส่งสัญญานสนามแม่เหล็กให้กับ Immo โดยผ่าน coil เป็นตัวถอดรหัสให้ immo อีกทีหนึ่ง coil จะอยู่ที่คอพวงมาลัย ตำแหน่งเดียวกับลูกกุญแจ

    หลักการทำงาน
    ในขณะที่เราใส่กุญแจเข้าไปนั้นทุกอย่างจะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกว่าจะมีการบิดสวิตช์ไปที่ตำเเหน่ง "ON" หรือ "ACC" และหลักจากนั้น immo จะเริ่มถามกุญแจว่า "เอ้ย...แกนะมีรหัสว่าอะไรวะ" ถ้ากุญแจไม่ตอบอะไรมาเลย หรือว่าตอบมาแต่ว่าไม่ immo ไม่รู้จัก, immo ก็จะไม่ให้ ECM ทำการ start เครื่องโดยเด็ดขาด
    (กุญแจจะตอบกลับมาเป็นเลขฐาน16 จำนวน xx ไบต์)

    ในกรณีที่กุญแจตอบกลับมาแล้ว immo รู้จักกุญแจลูกนั้น, immo ก็จะส่งคำถามอีกชุดหนึ่งเพื่อให้กุญแจเอาไปคิดแล้วค่อยตอบกลับมา โดยคำถามที่ส่งไปจะเป็นตัวเลขที่เกิดจากการ random ของ immo จำนวน XX ไบต์ บวกกับ รหัสลับซึ่งจะมีเพี่งกุญแจและ immo เท่านั้นที่รู้

    เมื่อกุญแจคำนวนเสร็จก็ส่งผลลัพท์ให้ immo, ถ้าผลลัพท์ไม่ถูกต้อง immo ก็จะไม่ส่งสัญญาณให้ ECM ทำการสตาร์ทเช่นเดิม ถ้าถูกต้องก็สั่งให้สตาร์ทได้

    ก็ประมาณนี้เหละครับ จะข้ามไปบางสเตปและจะไม่อธิบายลึกครับเดี๋ยวจะกลายเป็นชี้โพรง ผมแค่บอกหลักการทำงานคร่าวๆ เพื่อให้ผู้ใช้รู้ว่ากว่าจะขโมยได้ก็ต้องใช้เวลาและมีความรู้พอควร
    avatar
    เก่งME46 นะจ๊ะ

    จำนวนข้อความ : 84
    Join date : 17/11/2009

    การขับเกียร์ออโต้ให้ประหยัดน้ำมัน

    ตั้งหัวข้อ  เก่งME46 นะจ๊ะ on 12/2/2010, 8:39 am

    การขับเกียร์ออโต้ให้ประหยัดน้ำมัน

    ปกติ เกียร์ออโต้จะเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงกว่าเกียร์ธรรมดาอยู่เล็กน้อยครับ เป็นเพราะว่า ระบบการส่งกำลังมันไม่เหมือนกันนั่นเอง
    - เกียร์ธรรมดา มีส่วนที่สัมผัสกันโดยตรงคือ แผ่นคลัช ทำให้การส่งกำลังเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสูญเสียกำลังน้อยกว่า
    - เกียร์ออโต้ฯ ส่งผ่านกำลังแตกต่างสักหน่อย โดยจะผ่าน ทอร์ค คอนเวอร์เตอร์ ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายๆ ใบพัดสอบใบหันหน้าเข้าหากัน แล้วมีน้ำมันเกียร์คอยเป็นตัวช่วยปั่นส่งต่อกำลังถึงกันครับ ซึ่ง แบบนี้จะสูญเสียกำลังได้มากกว่าคลัชธรรมดาครับ


    ดังนั้น จะเห็นว่า ระบบน้ำมันเกียร์ในเกียร์ออโต้ สำคัญมากๆนะครับ และควรจะใช้ตามเบอร์ที่ทางผู้ผลิตเค้า recommend ว่าให้ใช้เบอร์ไหน อย่าละเลยนะครับเรื่องนี้


    โดยปกติ เกียร์ออโต้ เมื่อถึงรอบที่เหมาะสม ระบบจะทำการเปลี่ยนเกียร์ให้เองครับ
    แต่โดยตามปกติโดยทั่วไป จุดที่จะประหยัดน้ำมันก็คือ จุดที่เราใช้เกียร์ตำแหน่งสูงสุด ในความเร็วและรอบต่ำที่สุดที่มีกำลังฉุดลากได้ตามปกติ ไม่ต้องกดคันเร่งลึกมากครับ

    โดยปกติจะเปลี่ยนเกียร์ที่ 2600 - 2800 รอบนะครับ ถ้าเหยียบแบบแช่เอาไว้นะครับ
    แต่ว่า ถ้าต้องการให้เกียร์เปลี่ยนเร็วขึ้น และไม่ทำให้ลากรอบมากเกินไป ทำง่ายๆครับ คือ กดไป ยกไป ฟังดูอาจจะงงสำหรับมือใหม่เกียร์ออโต้นะครับ
    ปกติ ถ้าเราไม่ยกเท้า เอาไว้ตำแหน่งเดิมนั้น เกียร์จะเป็นตัวตัดสินใจเองว่า จะเปลี่ยนที่รอบที่ระบบมันทำการเซ็ทเอาไว้ให้เอง ซึ่ง บางทีอาจได้รอบที่สูงกว่าปกตินะครับ
    แต่ว่า ถ้าเรายกคันเร่งขึ้นสักนิด เมื่อถึงรอบรอบหนึ่ง เช่น 2300 รอบ ค่อยๆกดเร่งรอบไปเรื่อย จนได้ความเร็วที่เหมาะสม แล้วเรายกเท้าขึ้นเพียงเล็กน้อย แบบนี้ เกียร์จะทำการ shift ขึ้นให้เอง เหมือนกับว่า เราไปสั่งมันอีกทีว่า รอบเท่านี้ เราพอแล้วนะ แล้วรอบขนาดนี้ก็เพียงพอต่อการส่งกำลังต่อไปเกียร์ถัดไปได้ระดับหนึ่ง


    หมายถึง เราจะประหยัดไปได้ 300 - 500 รอบตอ่การเปลี่ยนเกียร์ 1 ครั้ง
    ฟังดูอาจจะงงอีกแล้วครับ ผมสมมติง่ายๆ คนถือของหนัก 5 กิโล กับคนถือของหนัก 7 กิโล พลังงานที่ใช้ในการถือของหนัก 7 กิโล ย่อมมากกว่าครับ ก็หมายความว่า จะเปลืองน้ำมันมากกว่า ประมาณนี้เป็นต้น


    ซึ่ง น้ำมันที่ใช้ไป ก็จะลดลงน้อยกว่า ระยะทางที่ได้ก็จะมากกว่าครับ วิธีนี้ ผมใช้กับรถเกียร์ออโต้ของผมแล้วใช้ได้ผลจริงครับ

    ส่วนการที่มีเกียร์แบบ 2 ระบบแบบนี้ ยิ่งตอนใช้เมื่อเปลี่ยนโหมดเป็น M ผมว่า ยิ่งควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้เองที่สะดวกและกะประมาณรอบเครื่องยนต์เองได้นะครับ
    ทดสอบเองได้เลยครับ

    ส่วนวิธีที่ช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกทางคือ
    - เลี่ยงการจอดรถไว้ที่ลาดชันมากๆ เพราะตอนจะออกตัว ต้องใช้เชื้อเพลิงปริมาณมากกว่าเพื่อสร้างแรงบิทกับรอบที่สูงขึ้นเพื่อฉุดตัวรถให้ไปข้างหน้าได้ เปลืองขึ้นอีกครับ
    - เช็คความสะอาดของไส้กรองอากาศ และ แรงดันลมยางให้เหมาะสม ควรจะวัดแรงดันตอนยางเย็นนะครับ แล้วก็ให้เหมาะสมกับน้ำหนักบรรทุกด้วยเช่นกัน ซึ่ง ควรซื้อเกจ์วัดความดันที่เชื่อถือได้ติดไว้ในรถสักอันนะครับ จะได้เอาไว้เช็คได้ตอนเช้าๆ ผมเอง 2 - 3 วันเช็คครั้งนึงครับ ถ้าลมอ่อนลงก็แวะเติมปั๊ม ปตท.ที่เป็นที่เติมแบบออโต้ครับ สะดวกและแม่นยำดี
    - กะระยะ คาดการณ์ข้างหน้าไว้ก่อนนะครับ จะได้ไม่ต้องไปเหยียบคันเร่ง อาศัยแรงเฉื่อยของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรคให้มาก จะได้ไม่เปลืองผ้าเบรคด้วยครับ
    - ออกตัวนิ่มๆ กดเนียนๆ ค่อยๆไปครับ แต่ว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ให้เหมาะสมกับปริมาณรถนะครับ จังหวะรีบก็จำเป็นต้องกด แต่ถ้าโล่งๆ แล้วไม่ได้เร่งรีบอะไร ก็จะช่วยให้เซฟเงินในกระเป๋าได้เลยครับ

    หวังว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ได้นะครับ


    การขับรถเกียร์ออโต้ให้ประหยัดน้ำมัน 2

    วิธีนี้ผมทดสอบด้วยตัวเองมาแล้ว ขับทางไกลหรือในเมือง กินน้ำมันไม่แตกต่างกันเลย
    หรือต่างกันก็ไม่เกิน5-10% การใช้เข็มบอกรอบเครื่องเป็นตัวกำหนดการใช้น้ำมันได้ เป็นอย่างดี
    ที่ความเร็วรอบ 2000 - 2500 จะช่วยประหยัดน้ำมัน แต่ที่ความเร็วรอบ 1200 - 2000 จะช่วย
    ประหยัดน้ำมันได้มากจริงๆ

    1.การออกตัวขณะจอดนิ่งเป็นตัวที่ทำให้ใช้น้ำมันมากที ่สุด ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องออกตัวอย่าง
    รวดเร็วเพื่อเอาใจคันหลัง พยายามอย่าให้รอบเกิน 2500 ดีที่สุด
    2.ต้องคอยสังเกตการเปลี่ยนเกียร์ของระบบว่าจะเปลี่ยน ที่ความเร็วรอบเท่าไหร่ ส่วนมากจะเปลี่ยนที่
    >3000 รอบ แต่ถ้าเราไม่เร่งเครื่องอย่างรุนแรง การเปลี่ยนเกียร์จะอยู่ที่รอบต่ำกว่านี้ได้ แต่ต้องใช้
    ระยะทางมากกว่า แต่โดยรวมประหยัดกว่ามาก
    3.ควรขับที่ความเร็วที่มีการเปลี่ยนเกียร์ เช่น 20, 40, 60 หรือ 80 เพราะเป็นจุดที่มีความเร็วรอบเครื่อง
    ต่ำที่สุด นั่นคือใช้น้ำมันน้อยที่สุด แต่ต้องระวังว่าควรจะให้มีการเปลี่ยนเกียร์ไปแล้ว เพราะก่อนที่จะมีการ
    เปลี่ยนเกียร์ ความเร็วรอบจะสูงสุด กินน้ำมันมากที่สุด
    4.ควรใช้แรงเฉื่อยของรถให้เป็นประโยชน์ การใช้เกียร์ว่างหรือรู้จักยกเท้าออกจากคันเร่งบ้าง จะช่วยลดการ
    ใช้น้ำมันได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น การที่มีสี่แยกสัญญาณไฟอยู่ข้างหน้าเมื่อเห็นแล้วว่า เร่งเครื่องไปก็ไม่มี
    ประโยชน์ ก็ควรปลดเป็นเกียร์ว่างให้รถวิ่งไปเองก็ได้ จะสังเกตเห็นได้เลยว่าความเร็วรอบตกไปอยู่ที่
    รอบเดินเบาทันที ประหยัดสุดๆเลยครับ
    5.การเหยียบเบรคบ่อยๆหรือรุนแรงเป็นตัวบอกว่าคุณใช้น ้ำมันเกินความจำเป็นไปแล้ว สังเกตได้เลย
    ปรับเปลี่ยนทัศนคติของการขับเสียใหม่ก็ไม่สายครับ
    6.หลีกเลี่ยงการหยุดในที่ลาดเอียง เปลืองทั้งน้ำมันและผ้าเบรค
    7.ไม่ควรขับรถชิดคันหน้าเกินไป เพราะทำให้ความเร็วไม่สม่ำเสมอ รอบเครื่องจะขึ้นลงตลอดเวลา ก็ต้อง
    ใช้น้ำมันทั้งนั้นแหละครับ
    8.รู้จักขับที่เลนซ้ายบ้างก็ดี ไม่ต้องคอยหนีคันหลังจนไม่สามารถควบคุมความเร็วรถได้ ก็ต้องใช้น้ำมันเกิน
    ความจำเป็นอีกนั่นแหละ
    9.ข้อสุดท้ายการใช้รถอย่างไม่รู้คุณค่าของน้ำมันแสดง ถึงคุณตกสมัยไปมาก เหมือนคนสูบบุหรี่ที่ไม่ใช่ของ
    เท่ห์อีกต่อไป
    ก็อปมาจากบทความของคุณ โฆษิต คับ
    http://topicstock.pantip.com/sinthor.....;/I3581866.html
    avatar
    เก่งME46 นะจ๊ะ

    จำนวนข้อความ : 84
    Join date : 17/11/2009

    ใช้เกียร์อัตโนมัติให้เป็น

    ตั้งหัวข้อ  เก่งME46 นะจ๊ะ on 12/2/2010, 8:40 am

    ใช้เกียร์อัตโนมัติให้เป็น

    เกียร์อัตโนมัติกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะมีความสะดวกสบาย ไม่อืดหรือสิ้นเปลืองน้ำมันเหมือนเกียร์อัตโนมัติรุ่นเก่า และมีอายุการใช้งานยาวนาน หากใช้ และดูแลรักษาอย่างถูกวิธี
    ตำแหน่งของเกียร์อัตโนมัติและการใช้งาน
    P-PARK - ใช้สำหรับการจอดนิ่ง ควบคุมไม่ให้รถยนต์ไหล ต้องเข้าเกียร์นี้เมื่อหยุดสนิท และเหยียบเบรกหรือดึงเบรกมือไว้แล้วเท่านั้น เพราะต้องเลื่อนผ่านเกียร์ถอยหลังก่อน หากไม่เหยียบเบรกไว้ รถยนต์อาจกระตุกถอยไปชนอะไรได้
    เมื่อเข้าเกียร์ในตำแหน่งนี้ รถยนต์จะไม่สามารถขยับได้ เพราะมีสลักล็อกในเรือนเกียร์ และต้องระวัง เพราะหากมีอะไรมากระแทกรถยนต์ภายหลังการเข้าเกียร์นี้ จะทำให้สลักล็อกหักได้ ถ้าไม่แน่ใจให้ใช้วิธีเข้าเกียร์ว่าง และดึงเบรกมือแทน
    หากจอดรถขวางรถยนต์คันอื่น ไม่ควรเข้าเกียร์ P ไว้ เพราะเป็นการเสียมารยาท อาจทำให้ถูกกรีดหรือขูดสีรถยนต์ได้

    R-REVERSE – เกียร์ถอยหลัง ควรเข้าเกียร์เมื่อจอดสนิทเท่านั้น และต้องเหยียบเบรกไว้ทุกครั้ง จากนั้นค่อย ๆ ปล่อยเท้าจากเบรกมาเหยียบคันเร่ง ไม่ควรเข้าเกียร์ถอยหลังขณะที่รถยนต์ยังไหลไปข้างหน้าเด็ดขาด เพราะเกียร์อาจพังได้

    N-NEUTRAL – เกียร์ว่าง ไม่มีการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ เมื่อจอดแล้วสามารถเข็นได้ เหมาะสำหรับการจอดซ้อนคันหรือจอดในที่สาธารณะ

    D-DRIVE - เกียร์เดินหน้า ต้องเข้าเกียร์นี้เมื่อรถยนต์หยุดสนิทแล้ว และเหยียบเบรกไว้ทุกครั้ง จากนั้นค่อย ๆ ปล่อยเท้าจากเบรกมาเหยียบคันเร่งเมื่อใช้เกียร์ในตำแหน่งนี้ ระบบควบคุมจะเลือกเปลี่ยนจังหวะเกียร์ขึ้น-ลงตามความเหมาะสม โดยผู้ขับไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์เอง

    นอกจากนั้น ยังอาจมีเกียร์ในตำแหน่งอื่น เช่น 2, L2, 1, L1 ถัดมาจากตำแหน่ง D มีไว้ใช้สำหรับลากรอบสูง ๆ เพื่อความจัดจ้านในอัตราเร่ง ใช้ในการขึ้น-ลงทางลาดชัน หรือการลดเกียร์ต่ำใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก คล้ายกับระบบเกียร์ธรรมดา โดยก่อนเข้าเกียร์ต่ำกว่าตำแหน่ง D ต้องแน่ใจว่าความเร็ว และรอบเครื่องยนต์ไม่เกินขีดสูงสุดของแต่ละเกียร์ คล้ายกับเกียร์ธรรมดา

    การใช้เกียร์อัตโนมัติควรศึกษาความเร็วสูงสุดของแต่ละเกียร์ไว้ด้วย โดยเริ่มจากเกียร์ต่ำสุดซึ่งมักจะเป็นเกียร์ L หรือเกียร์ 1 กดคันเร่งไล่รอบขึ้นไป ดูว่าเกียร์ 1 ทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไร จากนั้นผลักคันเกียร์ไล่ขึ้นไปเป็นเกียร์ 2, 3 และ 4 เพื่อให้ผู้ขับเปลี่ยนเกียร์เองได้ คล้ายกับเกียร์ธรรมดาในบางกรณี โดยไม่เกิดความเสียหาย เพราะรถยนต์แต่ละรุ่นมีความเร็วสูงสุดในแต่ละเกียร์ไม่เท่ากัน

    2 หรือ L2 หมายถึง มีเกียร์ 1 และ 2 ให้ใช้ โดยระบบจะสลับขึ้นลงให้เอง 1 หรือ L1 หมายถึงมีเกียร์ 1 ให้ใช้เท่านั้น

    โอเวอร์ไดร์ฟ
    โอเวอร์ไดร์ฟ คือ เกียร์ที่มีอัตราทดต่ำ เพื่อให้เครื่องยนต์หมุนรอบต่ำลงโดยความเร็วไม่ลดลง และให้ความประหยัดเมื่อใช้ความเร็วคงที่ และต่อเนื่อง
    โอเวอร์ไดร์ฟ แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ แยกจากเกียร์ D ออกมาเป็นสวิตซ์เปิด-ปิด (OVERDRIVE ON/OFF) ใกล้กับ หัวเกียร์ และอีกแบบ คือ รวมอยู่ในตำแหน่ง D เช่น เกียร์อัตโนมัติมีทั้งหมด 4 จังหวะ โอเวอร์ไดร์ฟแบบแยก ถ้าปิดสวิตซ์ โอเวอร์ไดร์ฟจะมีเกียร์ให้ใช้งาน 3 จังหวะ เมื่อเปิดโอเวอร์ไดร์ฟจะมีเกียร์ให้ใช้ครบ 4 จังหวะ หากเป็นโอเวอร์ไดร์ฟแบบรวม ถ้าเข้าเกียร์ D จะมีเกียร์ให้ใช้งานครบ 4 จังหวะ ถ้าไม่อยากใช้โอเวอร์ไดร์ฟ ก็เลื่อนคันเกียร์มาที่ 3

    ก่อนใช้งาน
    ควรศึกษาการล็อกตำแหน่งต่าง ๆ ของแต่ละเกียร์ว่า มีการควบคุมด้วยปุ่มบนหัวเกียร์อย่างไร เช่น การเลื่อนคันเกียร์สลับไปมาระหว่าง N กับ D มักไม่ต้องกดปุ่ม เป็นการออกแบบเพื่อความสะดวก หากกดปุ่ม นอกจากเปล่าประโยชน์แล้ว ยังอาจเลื่อนเลยมาทางเกียร์ต่ำกว่าได้ หรือในการปลดเป็นเกียร์ว่าง อาจผลักเลยไปยังเกียร์ถอยหลังได้
    รถยนต์บางรุ่น สามารถดึงคันเกียร์ลงมาสุดที่ตำแหน่ง D2 หรือ 2 โดยไม่ต้องกดปุ่ม ถ้าผลักไปข้างหน้าจะสุดที่ N ดังนั้นไม่ควรกดปุ่ม เพราะถ้าผลักดันเกียร์เลยขึ้นไปก็จะสุดที่เกียร์ว่างเท่านั้น ไม่มีทางเลยไปถึงเกียร์ถอยหลังได้

    ก่อนสตาร์ตเครื่องยนต์
    ต้องอยู่ในตำแหน่ง P หรือ N เท่านั้น ถ้าอยู่ในตำแหน่งอื่นจะสตาร์ตเครื่องยนต์ไม่ติด

    การเข้าเกียร์ P แล้วสตาร์ตเครื่องยนต์ สามารถทำได้ แต่ถ้าต้องการเดินหน้าก็ต้องเลื่อนคันเกียร์ไปที่ D ซึ่งต้องผ่านเกียร์ R ก่อน ดังนั้น ก่อนสตาร์ต ควรเลื่อนคันเกียร์ไปที่ N ดึงเบรกมือให้สุด แล้วจึงสตาร์ตเครื่องยนต์ จากนั้นจึงเข้าเกียร์เดินหน้าหรือถอยหลังตามปกติ

    การออกตัว
    เมื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ติดแล้ว ควรรอประมาณ 1-2 นาที เพื่อให้น้ำมันเกียร์ไหลเวียนเต็มที่ จากนั้นให้เหยียบเบรกจนสุด เลื่อนคันเกียร์ไปที่ D แล้วรอประมาณ 1-2 วินาที เพื่อให้คลัตช์จับตัวเต็มที่ จากนั้นจึงปล่อยเบรก และเหยียบคันเร่ง

    การใช้งาน
    เมื่อเข้าเกียร์ D ในการใช้งาน ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเกียร์เอง ในการเปลี่ยนมาสู่เกียร์ขับเคลื่อนทั้งเดินหน้าและถอยหลัง ควรให้รถยนต์จอดสนิท และเหยียบเบรกควบคู่กัน เพื่ออายุการใช้งานของเกียร์
    การขับแบบเคลื่อนที่ตามกันไปช้า ๆ อาจดึงคันเกียร์ลงมาที่ 2 หรือ 1 เพื่อให้เกียร์หน่วงความเร็วของรถยนต์ ทำให้ไม่ต้องแตะเบรกบ่อย ๆ ลดความเมื่อยล้า และป้องกันไฟเบรกไปสร้างความรำคาญให้ผู้ขับด้านหลัง

    การเร่งแซง
    มี 2 วิธี คือ กดคันเร่งจนสุด – KICK DOWN เกียร์จะเปลี่ยนลงให้ 1-2 จังหวะ ขึ้นอยู่กับความเร็วขณะนั้น และน้ำหนักในการกดคันเร่ง อีกวิธีเมื่อความเร็วไต่ไปถึงเกียร์สูงสุด คือ ปิดสวิตซ์โอเวอร์ไดร์ฟ เกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ 4 เป็นเกียร์ 3

    การขั้น-ลงทางลาดชัน
    ทางขึ้น ให้กดคันเร่ง-KICK DOWN ก่อนว่าไปไหวหรือไม่ หากกำลังไม่พอให้ลดเกียร์ลงมา 1 จังหวะ แล้วค่อยกดคันเร่ง หนัก ๆ ไม่จำเป็นต้องลดลงมาเกียร์ต่ำที่สุดในทันที เพราะยังขึ้นอยู่กับความลาดชัน
    ทางลง ควรเบรกให้หยุดนิ่งแล้วเปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำสุดแล้วค่อยออกตัว หากขับแล้วช้าเกินไปหรือทางไม่ชันมาก ค่อยเลื่อนขึ้นสู่เกียร์สูงครั้งละ 1 จังหวะ
    การเข้าเกียร์ D แล้วปล่อยไหล เกียร์จะเลือกเปลี่ยนขึ้นสู่เกียร์สูงเอง ความเร็วจะเพิ่มขึ้น เบรกทำงานหนัก จึงไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง

    การถอยหลัง
    ควรเหยียบแป้นเบรกก่อนเลื่อนคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง R รอจนคลัตช์จับตัวให้สนิท ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 วินาที แล้วจึงค่อยปล่อยเบรกพร้อมกับแตะคันเร่งเบา ๆ เพื่อถอยหลัง

    การเบรกและจอด
    ในการเบรก อย่าปลดไปที่เกียร์ว่าง - N ในขณะที่รถยนต์ยังไม่หยุดสนิท เพราะจะทำให้เกิดแรงเฉื่อยของตัวรถยนต์มากขึ้น เบรกทำงานหนัก และระยะเบรกอาจยาวขึ้น รวมถึงอาจเกิดความเสียหายกับชุดเกียร์
    เมื่อจอดติดไฟแดงควรประเมินสถานการณ์ก่อน ถ้าติดไม่นานให้เหยียบเบรกค้างไว้ ขณะที่เกียร์ยังอยู่ในตำแหน่ง D ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ เพราะการตัดต่อการส่งกำลังของระบบเกียร์อัตโนมัติ สามารถหมุนฟรีได้ โดยไม่มีการสึกหรอ และการเปลี่ยนเกียร์สลับไปมาระหว่าง N และ D บ่อยเกินไป จะทำให้ชุดเกียร์มีความสึกหรอมากขึ้น
    ถ้ากังวลว่าไฟเบรกจะสร้างความรำคาญให้ผู้ขับคันหลัง โดยเฉพาะเวลากลางคืน อาจใช้วิธีดังเบรกมือแทนการเหยียบเบรก โดยเกียร์ยังอยู่ที่ตำแหน่ง D เหมือนเดิม
    หากติดนานเกิน 5-10 นาที อาจปลดเป็นเกียร์ว่าง เพราะการจอดโดยเหยียบเบรกค้างไว้ และเกียร์อยู่ในจังหวะขับเคลื่อนเป็นเวลานานเกินไป ทำให้เครื่องยนต์มีภาระ และสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงขึ้นเล็กน้อย
    ไม่ควรเข้าเกียร์ P เพราะต้องเลื่อนคันเกียร์ผ่านเกียร์ถอยหลัง จนเกิดความสับสนต่อผู้ขับรถยนต์ และหากถูกชน สลักเกียร์อาจหักได้ แม้ค่าซ่อมไม่แพง แต่ยุ่งยาก เพราะต้องรื้อเกียร์เพื่อเปลี่ยนสลัก เมื่อจะต้องออกตัวครั้งต่อไปก็ต้องเลื่อนคันเกียร์จาก P ผ่าน R และ N มายัง D ทำให้ขาดความฉับไวในการออกตัว

    การโยกรถยนต์เมื่อตกหล่ม
    ควรเหยียบเบรก พร้อมดันคันเกียร์มาที่จังหวะต่ำสุดของเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งบางรุ่นแตกต่างกัน อาจจะเป็นเกียร์ L1 (เกียร์1) หรือเกียร์ L2 ที่รวมจังหวะ 1-2 ไว้ด้วยกัน
    ขณะโยกรถยนต์เพื่อให้รถยนต์ที่ตกหล่มสามารถขึ้นมาได้ ต้องมั่นใจว่าทางข้างหน้าไม่มีสิ่งกีดขวางหรือคน เพราะขณะที่เหยียบคันเร่งส่ง รถยนต์อาจจะพุ่งไปข้างหน้าได้

    การลาก
    สามารถทำได้ แต่ไม่ควรลากระยะทางยาวหรือใช้ความเร็วสูง เพราะเมื่อเครื่องยนต์ไม่ทำงาน ปั๊มน้ำมันเกียร์ และระบบเกียร์จะไม่ทำงาน น้ำมันเกียร์ไม่มีการหมุนเวียน ไม่มีการระบายความร้อนตามปกติ เมื่อลากนาน ๆ น้ำมันเกียร์จะร้อนละทำให้เกียร์เสียหาย
    การลากรถยนต์เกียร์อัตโนมัติที่ถูกต้อง ควรใช้ความเร็วไม่เกิน 30-40 กิโลเมตร/ชั่วโมง และไม่ควรลากไกลเกิน 40-50 กิโลเมตร (สามารถดูได้จากคู่มือประจำรถยนต์แต่ละคัน)
    ถ้าจำเป็นต้องลากไกลมาก ๆ ควรจอดพักเป็นระยะเพื่อให้น้ำมันเกียร์คลายความร้อน หรือถอดเพลาขับเคลื่อนที่ต่อเนื่องไปยังชุดเกียร์ออก ถ้าไม่สะดวกต้องยกล้อขับเคลื่อนขึ้น
    การเปลี่ยนน้ำมันเกียร์
    การส่งกำลังของระบบเกียร์อัตโนมัติ ใช้น้ำมันเกียร์ตลอดการทำงาน การเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะทางที่กำหนดเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง และถ้ารถยนต์ถูกใช้งานบนการจราจรที่ติดขัดหรือหลังลุยน้ำ ควรเปลี่ยนน้ำมันเกียร์เร็วขึ้นบ้าง เพราะค่าซ่อมเกียร์แพงกว่าค่าน้ำมันเกียร์หลายเท่าตัว
    avatar
    เก่งME46 นะจ๊ะ

    จำนวนข้อความ : 84
    Join date : 17/11/2009

    การเลือกซื้อฟิล์มกรองแสง

    ตั้งหัวข้อ  เก่งME46 นะจ๊ะ on 12/2/2010, 8:41 am

    การเลือกซื้อฟิล์มกรองแสง

    จากคำถามในเว็บบอร์ด และอีเมล์ที่สอบถามถึงเรื่อง "ฟิล์มกรองแสงรถยนต์" เข้ามามากมาย ว่าเลือกซื้อยี่ห้อไหนดี ฟิล์มที่ดีเป็น อย่างไร? ลอกฟิล์มด้วยตัวเองได้ไหม? "ฟิล์มกรองแสง" มีหน้าที่ "กรองแสง" แต่สิ่งที่ได้จากฟิล์มมากกว่าแค่การกรองแสง คือ "การลดความร้อนและแสงจ้า" ที่ผ่านเข้ามาที่ห้องโดยสารนี้มันจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักมากขึ้น โดยเฉพาะขณะกำลัง จอดรถ หรือฝ่าการจราจรใน กทม.ภายในรถจะมีสภาพไม่ต่างจาก "เตาอบ" ดี ๆ นี่เอง

    และที่กำลังฮิตระเบิดเถิดเทิงอยู่ในเวลานี้ คือ เรื่องของ "รังสีอัลตร้าไวโอเล็ต" (UV) ซึ่งเจ้ารังสีตัวนี้สามารถจะทำอันตรายต่อผิวหนังของมนุษย์ และยังมีฤทธิ์เดชทำลาย ความเงา งาม และสีสรรพ์ของสิ่งต่าง ๆ ภายในรถฟิล์มกรองแสงที่มีขายอยู่ในปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งจะ เป็นลักษณะ ที่มีคุณสมบัติ เฉพาะกรองแสง เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถจะกลั้นความร้อน และ รังสี UV เอาไว้ได้ เป็นฟิล์มที่ถือว่ามีคุณภาพต่ำ ใช้ไปนาน ๆ สีที่เคลือบไว้จะโดนรังสี UV แล้ว จะเปลี่ยนสภาจากเทาหรือดำไปเป็นสีม่วง ๆ บางคันก็จะขึ้นฟองอากาศ เหมือนแผลพุพอง ดูน่าเกลียด ฟิล์มกรองแสงแบบนี้ ยังมีผลต่อการมองเห็นของสายตาขณะขับรถ เพราะสีของ เนื้อฟิล์มที่เปลี่ยนไปตามอายุการใช้งาน ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
    ตัวเนื้อฟิล์มเองก็ไม่ได้เคลือบสารป้องกันหรือมีความพิเศษอะไร สังเกตได้จากเนื้อฟิล์มดูว่า มันมีความบางมาก เหมือนกับกระดาษ แก้ว ที่ใช้ห่อขนมเชียวละครับแต่สาเหตุที่ทำให้ฟิล์มแบบนี้มีขาย และยังมีผู้นิยมติดก็เพราะเงื่อนไขในเรื่องราคาที่ "ถูกมาก ๆ" เจ้าของ รถบางคนก็ไม่ค่อยอยากได้เท่าไร แต่มาโดนลูก "แถม" เวลาซื้อรถใหม่ ผู้ขายจะยัดเยียดแถมฟิล์มกรองแสงมาให้ถือเป็นส่วนลดพิเศษ หรือ ไม่เช่นนั้นตอนที่กำลังจะตัดสินใจ ก็โดนพ่อค้าหรอกฟันราคาแทนที่จะได้ของคุณภาพกลับได้กระดาษแก้วย้อมสี เดือดร้อน ต้องมา เสียเวลาลอกทิ้งกันอีก

    การเลือกซื้อฟิล์มกรองแสง
    วิธีหนึ่งที่จะช่วย ลดความร้อนจากแสงแดดได้ คือการติดตั้งฟิล์มกรองแสง ซึ่งกลายเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับรถยนต์ ไปแล้ว หลังจากรวบรวมบทความต่างๆ ที่เป็นประโยชน์อยู่พักใหญ่ จึงนำเรื่องราวต่างๆ มานำเสนอ เพื่อจะได้เป็น ประโยชน์ กับท่านอื่นๆ ที่ยังไม่ทราบ มีความรู้ความเข้าใจ ไม่ถูกร้านค้าต่างๆ หลอกลวงเอาครับ

    อันดับแรกคือ คุณภาพของฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพที่ดี คุณสมบัติต่างๆ ของฟิล์ม เช่นเปอร์เซ็นต์การลดความร้อน, เปอร์เซ็นต์การลดรังสียูวี, เปอร์เซ็นต์ การสะท้อนแสง และเปอร์เซ็นต์แสงส่องผ่าน ต้องเป็นค่ามาตรฐาน จากโรงงาน ผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ มิใช่ค่าที่พิมพ์หรือโฆษณาโดยปราศจากหลักฐานอ้างอิง

    ต่อไปที่ควรพิจารณาคือ มาตรฐานของผู้นำเข้า หรือตัวแทนจัดจำหน่าย, การติดตั้ง
    การบริการ และการรับประกันหลังการขาย หากมีปัญหาสามารถ กลับมาเปลี่ยนได้ โดยไม่มี เงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น มีมาตรฐาน การรับประกัน คุณภาพ ที่เชื่อถือได้ โดยทั่วไป การรับประกัน คุณภาพจะไม่ต่ำกว่า 7 ปี
    สิ่งหนึ่งที่ผู้กำลังตัดสินใจเลือกติดตั้งฟิล์มต้องการจะทราบอย่างมาก คือเรื่องราคา ต้อง สมเหตุสมผล เหมาะสมกับคุณภาพ ในระดับที่ยอมรับได้ ไม่ใช่ต้องแพงเพียงชื่อเสียงที่มีนาน เท่านั้น หรือเพราะโฆษณาเกินจริง ทำให้ตั้งราคาแพง หรือสูงขึ้นอีก ไม่สมคุณภาพ ที่โฆษณา



    นอกจากนี้ยังควรพิจารณาถึงวิธีการทดสอบคุณภาพของฟิล์มกรองแสง ด้วยว่า เชื่อถือ ได้หรือไม่ เช่น ไม่ควรทดสอบฟิล์มด้วย แสงสปอตไลท์ ไม่ว่าจะ โดยการให้ผู้บริโภคใช้มืออัง หรือยืนท่ามกลางแสงสปอตไลท์ ทั้งนี้เพราะ เวลาเราขับรถจริง ๆ นั้นเราขับรถ ภายใต้ แสงแดด มิใช่แสงสปอตไลท์ และ แหล่งกำเนิดแสงทั้งสองชนิดนี้ก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และบางครั้ง ยังมีกรณี ว่า ฟิล์มที่ใช้ เวลาทดสอบกับฟิล์มที่นำมาติดตั้งให้นั้น เป็นคนละชนิดกัน หรือ ใช้ฟิล์มติดตั้งซ้อนทับกันสองชั้นในการทดสอบ จุดนี้ผู้บริโภคต้องพึง ระวัง และพิจารณา ให้รอบคอบ


    ประสิทธิภาพการลดความร้อนของฟิล์มกรองแสงนั้น ก็แตกต่างกันไป ตามยี่ห้อ และมาตรฐานของแต่ละบริษัท ซึ่งมีทั้งแบบฟิล์มใสกันความร้อน หากติดรอบคัน ราคาก็จะสูงมากเป็นหลักหมื่น แต่หากติดอย่างชาญฉลาด บางท่านก็จะติดเพียงกระจกหน้าทั้งแผ่นเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ของตัวรถ ก็จะติด แบบธรรมดา ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้มาก และยังได้ประสิทธิภาพในการกัน ความร้อนในระดับหนึ่งอีกด้วย สาเหตุประการหนึ่งในการลดระดับความร้อน ในรถยนต์ ยังช่วยทำให้ระบบแอร์รถยนต์ทำงานน้อยลง ซึ่งมีผลต่อเนื่องถึง เครื่องยนต์ และอัตราการบริโภคน้ำมันโดยรวมด้วยครับ
    ประสิทธิภาพของฟิล์มกรองแสง ต้องสามารถลดความร้อนรวมจากแสงอาทิตย์ (Total Solar Energy Rejection) ได้ไม่น้อยกว่า 60% จึงมีผลโดยตรงต่อการลดภาระการทำงาน ของเครื่องปรับอากาศภายในรถยนต์ของท่าน ป้องกันรังสีอัลตรา ไวโอเลต รังสีอัลตราไวโอเลตเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้เกิดการซีดจางของเบาะนั่งและวัสดุตกแต่ง ภายในรถยนต์ ซึ่งฟิล์มกรองแสง บางยี่ห้อ สามารถลดรังสีอัลตราไวโอเลตได้มากกว่า 98% เลยทีเดียว



    อีกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ความปลอดภัย ของกระจกด้านหน้ารถยนต์ ควรสอบถาม และเปรียบเทียบ ฟิล์มกรองแสง ในเรื่องของคุณสมบัติ การยึดกระจกไว้ ไม่ให้แตกกระจาย ซึ่งโดยปกติแล้ว ฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพสูง จะมีคุณสมบัติที่ดีในการยึดเกาะฟิล์ม กับ กระจก ด้วยกาวคุณภาพสูง ไม่มีการล่อนพอง หรือลอก ตลอดระยะเวลาการรับประกันการ ใช้งาน ฟิล์มกรองแสงที่ ผลิตโดยกระบวนการ ที่ใช้เทคโนโลยี ในการ เคลือบไอสารโลหะ ที่มีความทนทาน และความสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการลดความร้อนได้ดีที่สุด และยังมีการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่สามารถรับประกันได้ว่าสารที่เคลือบจะไม่เปลี่ยน เป็นสีม่วง หรือสีน้ำตาลอ่อน ที่เรียกว่า ขึ้นสนิม เช่นฟิล์มด้อยคุณภาพทั่วไป
    เห็นได้ชัดว่าฟิล์มที่หมดสภาพหรือด้อยคุณภาพเมื่อมองผ่านเสื้อสีขาวจะกลายเป็นสีม่วง

    ต่อมาก็ถึง ขั้นตอนการติดตั้ง จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องไปรับการติดตั้งที่ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย ก็ได้เพียงแต่ต้องเน้นถึงคุณภาพ ของช่างว่ามีฝีมือเพียงพอหรือไม่ มีประสบการณ์มาพอสมควร และสอบถามจากคนที่ได้รับการติดตั้งมาจากร้านนี้ ว่าเป็นอย่างไร ติดดีไหม มีฟองอากาศ หรือไม่ มีปัญหาหลังจากติดตั้งไปแล้วหรือไม่ การรับประกันหลังการติดตั้งจะเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ โดยปกติแล้วหลังจากติดตั้งจะห้ามหมุนกระจกขึ้น หรือลงเป็นเวลา 7 วัน เต็มที่ก็ไม่เกิน 15 วัน บางแห่งจะเอาเทปกระดาษกาว มาปิด ล็อคกันเราหมุน หรือกดกระจกขึ้นลงเอาไว้ เพื่อให้ฟิล์มที่ติดตั้งมานั้น แห้งสนิท และมีคุณภาพ ซึ่งติดตั้งใหม่ๆ อาจจะมีฟองอากาศ ช่างบางที่อาจจะให้เรารอดูให้ฟิล์มแห้งซัก 7 วันก่อน (หากช่างมีฝีมือพอ ในการรีดฟิล์มตอนติดตั้งก็จะไม่มีฟองอากาศเลยเรียบสนิท) หากหลังจากนี้มีปัญหาฟิล์มไม่เรียบ มีฟองอากาศ ทางร้านจะต้องรับผิดชอบ เปลี่ยนให้เราใหม่ โดยไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น
    avatar
    Admin
    Admin

    จำนวนข้อความ : 120
    Join date : 12/11/2009
    Age : 34
    ที่อยู่ : อุบลราชธานี

    หนึ่ง

    ตั้งหัวข้อ  Admin on 12/2/2010, 11:18 am

    อู้หู affraid affraid affraid สงสัยจะว่างจริงๆ
    avatar
    เก่งME46 นะจ๊ะ

    จำนวนข้อความ : 84
    Join date : 17/11/2009

    อ่านสะ

    ตั้งหัวข้อ  เก่งME46 นะจ๊ะ on 13/2/2010, 11:11 am

    Admin พิมพ์ว่า:อู้หู affraid affraid affraid สงสัยจะว่างจริงๆ

    เออหนึ่ง ก่อนออกรถอ่านสะจะได้รู้ก่อนออกรถ

    ตกใจหมดนึกว่า แอดมิน มาแบน
    avatar
    Admin
    Admin

    จำนวนข้อความ : 120
    Join date : 12/11/2009
    Age : 34
    ที่อยู่ : อุบลราชธานี

    หนึ่ง

    ตั้งหัวข้อ  Admin on 13/2/2010, 2:53 pm

    นี้ไงเก่ง รถใหม่ ของหนึ่ง Yaris S Limited



    (ถูกเลขท้ายสามตัวมาแล้วงวดหนึ่ง)
    avatar
    xXx_ME46

    จำนวนข้อความ : 279
    Join date : 15/11/2009
    Age : 38
    ที่อยู่ : อ่างทอง

    Re: เกร็ดความรู้ด้านยานยนต์

    ตั้งหัวข้อ  xXx_ME46 on 13/2/2010, 4:34 pm

    Admin พิมพ์ว่า:นี้ไงเก่ง รถใหม่ ของหนึ่ง Yaris S Limited



    (ถูกเลขท้ายสามตัวมาแล้วงวดหนึ่ง)

    แน่นอนหว๊ะ ออกมาเท่าใหร่อ่ะทำไมเลือกเอารุ่นนี้
    avatar
    Admin
    Admin

    จำนวนข้อความ : 120
    Join date : 12/11/2009
    Age : 34
    ที่อยู่ : อุบลราชธานี

    ตอบคุณ xXx

    ตั้งหัวข้อ  Admin on 15/2/2010, 10:33 am

    xXx_ME46 พิมพ์ว่า:
    Admin พิมพ์ว่า:นี้ไงเก่ง รถใหม่ ของหนึ่ง Yaris S Limited



    (ถูกเลขท้ายสามตัวมาแล้วงวดหนึ่ง)

    แน่นอนหว๊ะ ออกมาเท่าใหร่อ่ะทำไมเลือกเอารุ่นนี้

    ตอนแรกก็คิดว่าจะออก Honda Jass แหละ Very Happy
    แต่พอไปดูที่โชว์รูม Civic ส่วยกว่าหว๊ะ Shocked
    จากนั้นก็เลยตัดสินใจ ที่จะเอา Civic Wink
    ภายหลังจากที่ไปดูรถมาแล้วก็ได้กลับบ้าน นอนยิ้มนั้งยิ้มอยู่คนเดียว ด้วยใจที่ว่า กูจะมีรถแล้ว
    ถัดมาอีกวัน เริ่มคิดคำนวณ เงินดาว์น และเงินผ่อน
    จากนั้นก็ค้นพบตัวเองว่า ....เงินไม่พอ.... Sad
    จึงได้หันหลังให้กับ Civic และมุ่งหน้าไปยัง Toyota เพื่อค้นหารถคู่ใจต่อไป
    พอไปถึงโชว์รูม Toyota ก็รีบมุ่งหน้าตรงไปยัง Sale (คนที่สวยที่สุด) เริ่มเป็นงานแล้ว ??
    Sale= สวัสดีคะ
    หนึ่ง= ดีคับ
    Sale= ชอบรุ่นไหนคะ (แอน 084-354-5791)
    หนึ่ง= Vios คับ (ตระกูล รถเ่ก๋ง ที่ราคาถูกที่สุด)
    จากที่ทำการสอบถามข้อมูล ของแอน เฮ้ย ของรถแล้ว จึงได้ขอโบวร์ชัวและขี่มอเตอร์ไซกลับบ้าน เพื่อให้แม่กับพ่อดู
    พ่อ= Altis ซิ ดูเป็นผู้ใหญ่
    แม่= Yaris น่ารักดี
    หลังจากที่ได้คุยกัน และตกลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผลสรุปก็คือ
    แม่ ชนะ พ่อ ตามเคย ...Yaris ลูก
    พ่อ= แต่ต้องเอาสีเทานะ
    จากนั้นผมก็ได้ไปขุดเอาเงินที่ฝังไว้หลังบ้านไปเป็นค่าดาว์น ที่ Toyota
    หนึ่ง= นี้ครับเงินดาว์นที่ตกลงกันไว้
    Sale=ขอบคุณค่ะ ... เอ่อ..?
    หนึ่ง=มีอะไรเหรอครับ (ถามด้วยความเป็นห่วง)
    Sale = ของแถมที่ตกลงกันไว้ไม่ได้นะค่ะ คือ ผ่านช่วงโปรนั้นมาแล้วคะ ที่โชวรูมอื่นๆก็ไม่มีเหมือนกันคะ
    หนึ่ง=....
    นี้แหละครับที่มาที่ได้เลือกรุ่นนี้
    avatar
    aof_me47

    จำนวนข้อความ : 79
    Join date : 20/11/2009
    ที่อยู่ : กทม.

    Re: เกร็ดความรู้ด้านยานยนต์

    ตั้งหัวข้อ  aof_me47 on 15/2/2010, 12:50 pm

    Admin พิมพ์ว่า:นี้ไงเก่ง รถใหม่ ของหนึ่ง Yaris S Limited



    (ถูกเลขท้ายสามตัวมาแล้วงวดหนึ่ง)

    สวยคับ สวย ดีใจด้วยคับ พี่หนี่ง
    avatar
    aof_me47

    จำนวนข้อความ : 79
    Join date : 20/11/2009
    ที่อยู่ : กทม.

    Re: เกร็ดความรู้ด้านยานยนต์

    ตั้งหัวข้อ  aof_me47 on 15/2/2010, 12:53 pm

    [quote="Admin"]
    xXx_ME46 พิมพ์ว่า:
    Admin พิมพ์ว่า:นี้ไงเก่ง รถใหม่ ของหนึ่ง Yaris S Limited



    (ถูกเลขท้ายสามตัวมาแล้วงวดหนึ่ง)

    แน่นอนหว๊ะ ออกมาเท่าใหร่อ่ะทำไมเลือกเอารุ่นนี้

    ตอนแรกก็คิดว่าจะออก Honda Jass แหละ Very Happy
    แต่พอไปดูที่โชว์รูม Civic ส่วยกว่าหว๊ะ Shocked
    จากนั้นก็เลยตัดสินใจ ที่จะเอา Civic Wink

    อย่างงี้ ก็ไม่ได้เข้า คลับ Civic ด้วยกันอ่ะดิ แต่ไม่เป็นไรไปด้วยกันได้ 555+
    avatar
    เก่งME46 นะจ๊ะ

    จำนวนข้อความ : 84
    Join date : 17/11/2009

    Re: เกร็ดความรู้ด้านยานยนต์

    ตั้งหัวข้อ  เก่งME46 นะจ๊ะ on 16/2/2010, 9:06 am

    เพื่อนมีรถแล้วไปด้วยนะ
    avatar
    เก่งME46 นะจ๊ะ

    จำนวนข้อความ : 84
    Join date : 17/11/2009

    อยากให้รถเพื่อนสวย

    ตั้งหัวข้อ  เก่งME46 นะจ๊ะ on 16/2/2010, 9:34 am


    เท่ๆ

    เท่ๆ

    แต่งแบบนี้เลยหนึ่ง
    avatar
    Admin
    Admin

    จำนวนข้อความ : 120
    Join date : 12/11/2009
    Age : 34
    ที่อยู่ : อุบลราชธานี

    หนึ่ง

    ตั้งหัวข้อ  Admin on 16/2/2010, 11:03 am


    สวยดีเก่งแต่สงสัยจะแต่งไม่ได้ เพราะตั้งแต่มีรถ ชีวิตก็เปลี่ยนไปเยอะ
    Suspect Suspect Suspect
    avatar
    เก่งME46 นะจ๊ะ

    จำนวนข้อความ : 84
    Join date : 17/11/2009

    มีจะกิน

    ตั้งหัวข้อ  เก่งME46 นะจ๊ะ on 16/2/2010, 6:07 pm

    Admin พิมพ์ว่า:
    สวยดีเก่งแต่สงสัยจะแต่งไม่ได้ เพราะตั้งแต่มีรถ ชีวิตก็เปลี่ยนไปเยอะ
    Suspect Suspect Suspect

    นั้นคุณ เดี๋ยวนี้ผมแถบจะกินกระดูก
    avatar
    xXx_ME46

    จำนวนข้อความ : 279
    Join date : 15/11/2009
    Age : 38
    ที่อยู่ : อ่างทอง

    วิธีการดู-เเละซื้อรถ อย่างละเอียด

    ตั้งหัวข้อ  xXx_ME46 on 17/2/2010, 12:30 am


    วิธีการดู-เเละซื้อรถ

    อันดับแรก ถ้าเราจะซื้อรถรุ่นอะไร ต้องถามตัวเองก่อนว่า ชอบสไตล์ไหน เพราะถ้าซื้อมาแล้วมาขี่สักพัก แล้วไม่ชอบ

    นั่นหมายถึงว่า ขาดทุน เลยทีเดียว เสียดายตังค์น่ะครับ

    เมื่อได้สไตล์ที่เราชอบแล้ว ทีนี้ก็ดูรุ่น และ ยี่ห้อที่เราสนใจ ค่อยๆตัดรุ่นที่เราไม่ต้องการออก จนเหลือตัวเลือกแค่ตัวเดียวพอ

    ทีนี้ก็มา ศึกษารายละเอียดของรุ่นที่เราต้องการอย่างละเอียด ข้อมูลตัวรถต่างๆ ,รุ่น ,สี ,ปี เพื่อที่ว่าเวลาไปดูรถแล้ว

    จะทำให้เราไม่โดนหลอก หรือเจ้าของรถอาจจะให้ข้อมูลเราคลาดเคลื่อน ซึ่งมันมีผลต่อราคารถที่ตั้งไว้พอสมควร

    อันดับสองตระเวณหารถ เมื่อได้รถที่หมายตาไว้แล้้ว ก็โทรสอบถาม ข้อมูลทั่วไป เช่น รถปีอะไร มีปัญหาอะไรบ้างหรือป่าว

    รถเซอร์์วิสอะไรมาแล้วบ้างหรือไม่ เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือยัง เมื่อไหร่ ยางหน้าหลังเป็นยังไง ต้องเปลี่ยนไหม โซ่ สเตอร์

    ยังดีอยู่หรือป่าว ความร้อนเป็นยังไง ระบบไฟใช้ได้หมดหรือป่าว แบตยังดีอยู่ไหม โช็คหน้าหลังรั่วหรือป่าว สีรถต้องทำใหม่ไหม

    รถล้มหรือมีชนหนักมาไหม(อันนี้บางทีถ้ามีชนหนักมา เจ้าของรถ อาจจะไม่ได้บอกเราก็ได้) ทีนี้ได้ข้อมูลคร่าวๆแล้ว

    ก็ลองคำนวนดูว่า ต้องทำไรเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างเช่น เจ้าของรถตั้งราคาไว้ 50000 แต่เราเอามาแล้วต้องเปลี่ยนแบตใหม่

    เปลี่ยนยางใหม่ ทั้ง2อย่างก้อร่วมหมื่นแล้ว มันเกินงบเราหรือไม่ จะขอต่อราคาได้เพิ่มอีกเท่าไหร่ เมื่องบพอ รถพร้อม

    อันดับสามขอดูรถ ข้อพึงระวังอย่าซื้อรถ ที่เราไม่ได้เห็น เช่น รถอยู่ต่างจังหวัด แต่เราอยู่ในกรุงเทพ เจ้าของรถจะบอกสรรพคุณรถอย่างไรก็ได้

    แต่ไม่ได้เห็นรถมันก็เท่านั้น ขนาดเห็นรถบางทียังพลาดเลย แต่ถ้ารถดี แล้วมีความสามารถที่จะดูรถได้ ก็ไปดูได้เลย

    การขอนัดดูรถ ควรจะหาเพื่อนที่พอดูรถเป็นไปด้วย หลายตา ดีกว่าตาเดียว นัดดูรถในตอนกลางวัน ในสถานที่ปลอดภัยเช่นตามปั้มน้ำมัน

    แต่บางทีเจ้าของอาจจะนัดให้มาดูรถที่บ้านเลย พยายามอย่าถือเงินสดไป ใช้บริการโอนเงินจากตู้ atm จะสะดวกและปลอดภัยกว่า

    อันดับสี่ วิธีดูรถ หลังจากที่ได้ศึกษาข้อมูลรถแล้ว ทีนี้ก็นำมันมาใช้ด้วย อย่างแรก ดูรุ่น ตรงปีหรือไม่ เลขคอเลขเครื่อง

    ดูทุกอย่างที่ได้สอบถามมาว่าตามที่ได้คุยกันไว้หรือไม่ ดูภายนอกเสร็จแล้ว

    ต่อไปก็ดูเครื่องยนต์ อย่างแรก ลองสตาร์ทรถฟังเสียง มีอาการผิดปกติหรือไม่ ถ้าเป็นเครื่องยนต์ตระกูล Honda แล้ว ปกติทุกรุ่น

    ถ้าเครื่องสภาพดีแล้วล่ะก็ เสียงเครื่องจะเงียบกริบเวลาเดินเบา ส่วนยี่ห้ออื่น เช่น yamaha kawasaki หรือ suzuki นั้น

    เสียงเครื่องบางรุ่นมันจะดังเป็นเอกลักษณ์ของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องตกใจ เวลาไปฟังเสียง xjr หรือ ตระกูล GSXR ทั้งหลาย

    ต่อมา อาการเดินเบา เดินเบานึ่งหรือไม่ ควรสตาร์ทรถทึ้งไว้ให้อุณหภูมิของเครื่องพอเหมาะ สังเกตุอาการ

    เวลาเครื่องเย็นเดินเบาเป็นไง เครื่องร้อนแล้ว ยังเดินเบานิ่งอยู่หรือป่าว ถ้าเดินเบานิ่ง รอบไม่แกว่ง ไม่ดับ ถือว่าผ่าน

    ถ้าไม่นิ่ง แกว่ง หรือดับ สาเหตุหลักมาจาก คาร์บูเรเตอร์ ทั้งนั้น ยิ่งถ้าเป็นพวกตระกูลซู ด้วยแล้ว เช่น แบนดิส400

    ร้อยละ80-90 เปลี่ยนสถานเดียว เพราะส่วนมากตระกลูซู ทั้งหลาย จะทำลูกเร่งเป็นแบบกึ่งสไลค์ หรือ เป็นแบบหน้าตัดเหลี่ยม

    ที่เขาเรียกกันว่าคาร์บูเหลี่ยมนั่นเอง ลูกเร่งพวกนี้เมื่อใช้ไปนานๆ จะมีอาการสึกหรอมากกว่าลูกเร่งแบบกลมทั่วไปอยู่แล้ว

    เมื่อลูกเร่งสึกหรอ หรือหลวม มันจะทำให้รอบเดินเบานั้นแกว่ง เดินไม่นิ่ง ถ้าหลวมมาก อาจทำให้เดินเบาไม่ได้เลยทีเดียว

    กลเม็ดเคล็ดลับของเจ้าของรถคือ ตั้งรอบเดินเบาให้สูงเข้าไว้ประมาณซัก 1500 รอบ อาจทำให้เหมือนว่าเดินเบาได้ไม่ดับ

    เราลองคลายรอบเดินเบาซัก 800-1000 รอบดู ถ้านิ่งก็ผ่าน

    เรื่องความร้อน ควรขอเจ้าของรถว่าให้ติดเครื่องจนพัดลมทำงานหน่อย เพื่อดูว่า เมื่อถึงรอบอุณหภูมิแล้วพัดลมทำงานหรือไม่

    เมื่อพัดลมทำงานแล้ว แล้วมันจะดับเองเมื่ออุณหภูมิลดลงหรือไม่

    ต่อไป ดูว่ามีน้ำมันรั่วซึมหรือไม่ ตามประเก็นต่างๆ ถ้าเป็นพวกรถ naked ก็สบายหน่อย ส่วนพวกสปอร์ตเรซซิ่ง

    ก็ยากหน่อยเพราะมันจะมีแฟริ่งบังเอาไว้ อาจจะเล็ดรอดสายตาบ้าง ดูตามหัวน็อตต่างๆว่าเคยถอดตัวไหนบ้าง

    ต่อไปดูว่ามีการชนมาหนักหรือไม่ อยากแรก ดูที่เฟรม ว่ามีการทำสีมาหรือป่าว ถ้าทำสีมาสันนิฐานเอาไว้ก่อน 50-50

    ว่าอาจจะมีชนหนักมาถึงขั้นต้องดัดเฟรมหรือเชื่อมมา ต้องดูให้ละเอียดตามรอยเชื่อมต่างๆว่าเหมือนๆคันอื่นๆทั่วไปหรือไม่

    มีร่องรอยบิดเบี้ยว รอยดัดหรือป่าว ถ้ามีก็ขอบายได้เลยคันนี้

    ต่อไปเรื่องโช็คอัพหน้า ดูว่ามีการดัดมาหรือป่าว หรือลองคร่อมรถดูว่า ตั้งแฮนด์ตรงแต่ล้อเบี้ยว ซ้าย-ขวาหรือไม่

    บางทีถ้าทำมาเนียน เขาอาจเปลี่ยนใหม่ยกชุดมาเลยก็ได้ ก็ดูให้ดีๆหน่อยล่ะกัน

    จบเรื่องตัวรถแล้ว มาต่อเรื่องเอกสาร

    อันดับห้าเรื่องเอกสาร

    เอกสารสำหรับรถทะเบียนแท้(กรณีสวมไม่ขอพูดถึงน่ะครับ ไม่สนับสนุน) ถ้าเป็นไปได้ ควรจะทำการโอนชื่อกันที่ขนส่งเลย

    แต่ถ้าเจ้าของรถไม่มีเวลาไปโอนให้ หรือเซ็นโอนลอยมาให้เราไปโอนเอง ก็ควรตรวจดูว่ามีอะไรบ้าง

    อย่างแรก เล่มทะเบียน สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ชื่อที่อยู่ข้อมูลต่างๆ ต้องตรงกัน

    สำเนาบัตรประชาชนต้องไม่หมดอายุ และเซ็นรับรองเอกสารกำกับไว้ด้วย เอกสารการโอน ต้องมีลายเซนต์ของผู้โอน

    เอกสารมอบอำนาจ ต้องมีลายเซนต์ผู้มอบอำนาจด้วย เอกสารสำเนา ใช้แค่ 1 ชุดพอ แต่ถ้าทะเบียนขาดต่อเกิน 3 ปี ต้อง

    มีสำเนาบัตรกับทะเบียนบ้าน อย่างล่ะ 2ชุด

    อย่างที่สอง เอกสารอินวอยล์ สำหรับรถอินวอยล์

    เอกสารอินวอยล์นั้นหมายถึงการแสดงการนำเข้าชิ้นส่วนต่างๆเพื่อนำมาเป็นอะไหล่เท่านั้น เพราะฉะนั้น มันไม่ได้หมายถึงว่ารถคันนี้ประกอบขึ้นมาเป็นคันน่ะ

    ทางที่ดีควรนำไปภาษีเสียสรรพสามิต เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจยึด จากเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่สรรพสามิต

    เอกสารมีอะไรบ้าง ที่สำคัญคือต้องมีใบเสร็จตัวจริง แสดงการนำเข้าเฟรม 1ใบ และ เครื่อง 1ใบ ประทับตรายางของทางโกงดังไว้ด้วย(รายละเอียด

    อาจมีแตกต่างกันแล้วแต่โกงดัง) จากนั้นก็จะมีย่อยๆเป็นใบถ่ายเอกสารการแสดงว่า ตู้นำเข้ามีอะไรเข้ามาบ้าง จะต้องมีรายการ เครื่อง และ เฟรมของเราเข้ามาด้วยน่ะ

    แล้วจะมีส่วนต่างๆอีกเช่น ล้อยาง ลูกปืน ฯลฯ อีก1ใบ รวมๆเอกสารทั้งหมดมีเกือบๆ 10ใบได้ และเอกสาร สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน

    ของเจ้าของอินวอย์ล และ ทำใบซื้อขายไว้ด้วยครับ

    อันดับหกสุดท้าย การขอลองขี่

    เมื่อเช็คทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว ก็ขออนุญาติ เจ้าของรถลองขี่ดู

    ตามเงื่อนไขทั่วไปแล้ว การขอลองขี่นั้น ถ้าไปเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

    ก็ควรต้องรับผิดชอบในการซื้อรถคันนั้นไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรจะต้องตกลงกันก่อน

    ควรมีหลักประกันให้เจ้าของรถยึดไว้เป็นตัวประกัน เช่น เพื่อนคุณที่ตามไป หรือถ้าไปคนเดียวก็เอาบัตรประชาชน

    ไว้ให้เจ้าของรถอุ่นใจหน่อย หรืออย่างในบางกรณีที่เคยมีกับผม คือมาคนเดียว ขอผมลองรถ แล้วทิ้งเงินเต็มจำนวน

    ไ้ว้ให้กับผม แล้วของลองรถประมาณครึ่ง ชม. แบบนี้ก็มีครับ

    การลองขี่นั้นตามจริงๆแล้ว ระยะเวลาสั้นๆ มันไม่ได้บ่งบอกรายละเอียดของรถมากมาย

    ขี่แค่ดูว่า รถมีอาการเสียศูนย์หรือไม่ เช่นปล่อยมือแล้วมีเป๋ซ้าย-ขวาหรือป่าว

    เบรคหน้ามีอาการสู้มือหรือไม่(จานหน้าคด) เบรคอยู่หรือป่าว การทดสอบระบบเบรคนั้น

    ควรแน่ใจว่า ยางยังดีอยู่น่ะครับ ไม่งั้นเด๋วเบรคดี แต่ยางเอาไม่อยู่ พาลจะกลึ้งลงไปวัดพื้นแทน

    เช็คอัตราการเร่ง มีอาการสะดุด สะอึกหรือไม่(คาร์บู หรือหัวฉีด) แค่นั้นก็พอแล้วครับ

    ไม่ต้องไปลองแบนโค้ง หรือลองบิดว่ามันจะถึง2ร้อยมั้ย ไม่ต้้องถึงขนาดนั้นน่ะครับ

    สุดท้าย ท้ายสุด ก็เรื่องการต่อรองราคา ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับวาทะศิลป์ แล้วครับว่า จะตกลงกันได้หรือไม่

    ถ้ารถดีอยู่แล้ว กับราคาไม่เกินงบ อาจจะต้องมาทำนิดๆหน่อยๆ ก็รีบคว้าไว้ ไม่งั้นเดี๋ยวจะมาเสียใจภายหลัง

    ถ้ารถไม่ดี ก็อย่าไปเสียดาย คิดว่าซื้อมาก่อนแล้วมาซ่อมภายหลัง อย่างนี้ระวังงบบานปลาย ก็ควรตัดใจ

    เห้อ!!!! จบเสียที

    ขอให้โชคดีกับการหารถน่ะครับบบบบบ สู้ๆ
    avatar
    Admin
    Admin

    จำนวนข้อความ : 120
    Join date : 12/11/2009
    Age : 34
    ที่อยู่ : อุบลราชธานี

    หนึ่ง

    ตั้งหัวข้อ  Admin on 18/2/2010, 3:45 pm

    เก่งME46 นะจ๊ะ พิมพ์ว่า:
    Admin พิมพ์ว่า:
    สวยดีเก่งแต่สงสัยจะแต่งไม่ได้ เพราะตั้งแต่มีรถ ชีวิตก็เปลี่ยนไปเยอะ
    Suspect Suspect Suspect

    นั้นคุณ เดี๋ยวนี้ผมแถบจะกินกระดูก
    ดีเก่ง เพื่อนกันต้องยังงี้ ส่วนเงินเดือนที่เหลือ เราก็เอาไปสมทบทุนโครงการ ช่วยน้องให้มีเสื่อผ้า ด้วยกันนะ

    ( เห็นแล้วคึก )
    avatar
    tik47

    จำนวนข้อความ : 70
    Join date : 18/01/2010

    Re: เกร็ดความรู้ด้านยานยนต์

    ตั้งหัวข้อ  tik47 on 18/2/2010, 8:48 pm

    ช่ายๆ ผมเหงด้วยคับ พี่หนึ่ง

    ว่าแต่จะไปกัน อย่าลืมพาน้องเลี้ยงด้วยน่ะเพ่
    avatar
    aof_me47

    จำนวนข้อความ : 79
    Join date : 20/11/2009
    ที่อยู่ : กทม.

    Re: เกร็ดความรู้ด้านยานยนต์

    ตั้งหัวข้อ  aof_me47 on 19/2/2010, 12:38 pm

    tik47 พิมพ์ว่า:ช่ายๆ ผมเหงด้วยคับ พี่หนึ่ง

    ว่าแต่จะไปกัน อย่าลืมพาน้องเลี้ยงด้วยน่ะเพ่

    ไปกันไปกัน น่าหนุกๆ
    avatar
    เก่งME46 นะจ๊ะ

    จำนวนข้อความ : 84
    Join date : 17/11/2009

    นอกเรื่อง

    ตั้งหัวข้อ  เก่งME46 นะจ๊ะ on 22/2/2010, 8:18 am

    เป็นน้องเป็นนุง

    แต่น้องไม่นุงจะแย่นะเพื่องหนึ่ง

      เวลาขณะนี้ 16/8/2018, 1:02 pm